แอร์เบอร์5 3ดาว
ภาพโดย Steve Buissinne จาก Pixabay

แค่แอร์เบอร์ 5 แบบเดิมๆ คงไม่พอแล้ว ต้องเบอร์ 5 “3ดาว” กันไปเลย

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อเราต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ หรือ Air Conditioner ที่นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงแล้ว ยังจะต้องช่วยเราในการประหยัดพลังงานอีกด้วย ซึ่งฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันมาตรฐานการประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า? ในปี 2562 นี้ ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้แจ้งข้อมูลที่มีมาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม

ถ้าคุณอยากจะประหยัดค่าไฟฟ้าแบบสุดขีดแล้วล่ะก็ เครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบเดิมคงไม่พอแล้ว ต้องเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 3 ดาวกันไปเลย!

 

แอร์เบอร์5 3ดาว

ภาพจาก http://labelno5.egat.co.th

 

เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ดำเนินการส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่าย ร่วมกันพัฒนาประสิทธิภาพอุปกรณ์เเละผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ให้สูงกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบเดิม ด้วยการแบ่งระดับเกณฑ์ประสิทธิภาพขึ้นมาใหม่

โดยฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่นี้ เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลาก เพื่อเเสดงค่าที่สูงกว่ามาตรฐานเบอร์ 5 ขึ้นไป เเละเป็นข้อมูลเเก่ผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบใหม่กันดีกว่า

บนฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบใหม่นี้ แต่ละส่วนบอกอะไรกันเราบ้าง?

 

แอร์เบอร์5 3ดาว

ภาพจาก https://www.teddyaircond.com/

 

  1. บอกระดับประสิทธิภาพของพลังงานที่ได้รับ

ฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่นี้ มี 4 รูปแบบด้วยกัน

  • แบบไม่มีดาว จะเหมือนกับฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิมทุกประการ
  • ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 1 ดาว
  • ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 2 ดาว
  • ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 3 ดาว

โดยยิ่งมีจำนวนดาวเยอะเท่าไร ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพความประหยัดไฟฟ้าที่มากขึ้นเท่านั้น โดยแต่ละระดับสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 – 10 เลยทีเดียว

  1. บอกประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากรับรอง
  2. บอกค่าไฟฟ้า: แสดงค่าไฟฟ้าที่ใช้ต่อปี โดยผู้บริโภคสามารถนำไปเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ใช้กับรุ่นอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันได้
  3. บอกค่าประสิทธิภาพ: ซึ่งสามารถนำไปใช้เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกสินค้าตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
  4. บอกข้อมูลผลิตภัณฑ์: แสดงข้อมูล ยี่ห้อ รุ่น และขนาดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ
  5. บอกเว็บไซต์ โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5: โดยผู้บริโภคสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อเป็นความรู้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วย

 

แอร์บิ๊กซี โลตัส

 

นอกจากการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 “3 ดาว” ที่จะช่วยให้คุณประหยัดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังมีส่วนอื่นๆ ที่เราจะต้องคำนึงถึงอีกด้วย ดังนี้

  1. เลือกประเภทเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับสถานที่และการใช้งาน

    • แบบติดผนัง เราสามารถพบเห็นเครื่องปรับอากาศประเภทนี้ได้บ่อยครั้ง ซึ่งมีฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลาย มีดีไซน์ที่ทันสมัย และมีขนาดกะทัดรัด รวมไปถึงการดูแลรักษาที่ง่าย โดยเครื่องปรับอากาศประเภทนี้ จะเหมาะกับห้องที่มีขนาดเล็ก
    • แบบฝังในฝ้า โดยจะถูกติดเข้าไปภายในบริเวณฝ้าเพดาน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเครื่องปรับอากาศ ท่อน้ำทิ้ง และท่อน้ำยา ซึ่งเหมาะสำหรับห้องที่เน้นในเรื่องความสวยงาม สะอาดตา เนื่องจากเมื่อติดแล้วจะไม่ค่อยเห็นตัวเครื่อง แต่เครื่องปรับอากาศประเภทนี้จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าประเภทอื่นๆ
    • แบบแขวนใต้ฝ้า ซึ่งจะถูกติดตั้งใต้ฝาเพดาน ซึ่งมีการกระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง และทนต่อการใช้งาน เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง และมีผู้คนอยู่เยอะ เช่น อาคารสำนักงาน ร้านค้า เป็นต้น
    • แบบตู้ตั้งพื้น เป็นเครื่องปรับอากาศอีกหนึ่งประเภทที่สามารถกระจายความเย็นได้สูง และ ทนต่อการใช้งาน รวมไปถึงทนต่อฝุ่นควันอีกด้วย โดยตัวเครื่องจะถูกติดตั้งบนพื้น เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดใหญ่ อย่างพวกโรงงาน และห้องมีผู้คนหนาแน่น ซึ่งเครื่องปรับอากาศประเภทนี้ จะเปลืองพลังงานกว่าเครื่องปรับอากาศประเภทอื่นๆ
  2. เลือกขนาดให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละห้อง
  • ถ้าห้องมีขนาดใหญ่แล้วเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มี BTU ขนาดเล็กจนเกินไป จะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก และอาจจะพังได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ความเย็นก็จะไม่ทั่วถึง เย็นได้ช้า หรืออาจจะไม่เย็นตามที่ต้องการ
  • แต่หากเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่มี BTU ขนาดใหญ่จนเกินความเหมาะสมของขนาดห้อง อาจจะทำให้กินไฟมากเกินกว่าที่จำเป็น และที่สำคัญคือต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องปรับอากาศแพงเกินจำเป็น

 

แอร์เบอร์5 3ดาว

ภาพโดย Olya Adamovich จาก Pixabay

 

ดังนั้น การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศจึงควรเลือกขนาด BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของตัวห้อง เพื่อที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด จากทั้งราคาของเครื่องปรับอากาศและค่าไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายในแต่ละเดือน

เรามีตารางเปรียบเทียบ ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับตัวห้องขนาดต่างๆ มาแนะนำ ดังนี้

 

ตารางเปรียบเทียบ ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับตัวห้องขนาดต่างๆ
ขนาด BTU ห้องปกติ ห้องติดหลังคา (โดนแดด)
9,000 BTU 10-15 ตารางเมตร 9-14 ตารางเมตร
12,000 BTU 16-21 ตารางเมตร 14-18 ตารางเมตร
15,000 BTU 22-27 ตารางเมตร 20-26 ตารางเมตร
18,000 BTU 28-35 ตารางเมตร 24-32 ตารางเมตร
24,000 BTU 32-40 ตารางเมตร 28-36 ตารางเมตร
28,000 BTU 40-50 ตารางเมตร 35-45 ตารางเมตร
33,000 BTU 44-59 ตารางเมตร 41-55 ตารางเมตร
42,000 BTU 59-65 ตารางเมตร 55-61 ตารางเมตร

 

    บทความแนะนำ